Tag

วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2556

วันนี้แบ่งให้เช่าบ้านรายเดือนไปหนึ่งหลัง


Pai forest ยังอารมณ์ป่า ๆ เหมือนเดิม  ต่อน้ำปะปาภูเขาแล้ว  แต่ไฟยังไม่มี
ต้นไม้ ที่เห็นคือมันล้มเมื่อลมแรงตอนฝนที่แล้ว  อีกต้นหลังบ้านนี้อายุมาก  หักโค่นเอง  แตกแยกออกไป  ยังดีที่ไม่โดนบ้าน  เฉี่ยวมุมหลังคาไม่นิดหน่อยพอเห็นได้ว่าแหว่งไป
วันนี้คนเช่าน่าจะเริ่มขนของมา  ได้ค่าเช่าเป็นค่าจ้างตัดหญ้า  ค่าดูแล  จะได้ไม่ต้องควักกระเป๋า
ที่ดีใจอีกอย่างก็คือ  ช่วงแล้ง  เราอยู่ข้างป่า  กลัวเรื่องไฟ  มีคนอยู่ก็ดี
คนมาเช่าเตรียมไปซื้อเมล็ดผักและดอกไม้แล้ว   ไปครั้งต่อไปน่าจะงาม
ไม่ได้ตั้งบล๊อกเสียนาน  ช่วงนี้อยู่บ้านคงทยอยลงอะไรให้ดูครับ
การบ้านเก่า ๆ ส่วนมากถูกถากถางไปเกือบหมด  นอกจากที่ปลูกรวมอยู่เป็นกลุ่ม  ไม่ต้องอะไรมาก  มะนาว  กับฝรั่ง  ยังโดนตัดไปด้วย  
ครั้งต่อไปต้องทำอะไรล้อมให้ชัดเจนด้วยแล้ว

วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เกาลัค [kawˈlát] และ กาแฟสดชงแบบไม่ใช้เครื่อง [ forest fresh coffee]

เกาลัค [kawˈlát] และ กาแฟสดชงแบบไม่ใช้เครื่อง [ forest fresh coffee] เป็นอาหารว่างยามเช้าต่อจากถั่วศุภโชค  กะทะที่ผ่านมาแค่อุ่นเครื่อง
จากนั้นมีการเดินชมสถานที่  ข้าง ๆ นั้นมีต้นกล้วยหอมเตี้ย  เพิ่งแตกปลีมานี่แหละ  ดูใหญ่มาก ๆ
เดินออกไปเยี่ยมชมเพื่อนบ้านญี่ปุ่นที่อยู่ติดกัน  แกเลอรี่วันนี้ปิด  เลยดูแต่บ้านและถังอาบนี้อุ่น  เป็นถัง  200 ลิตรมาทาสี  วางบนหิน  ก่อไฟข้างล่างแล้วคนลงไปแช่  ก็จะเป็นการอาบน้ำแบบญี่ปุ่นแล้ว
แต่ผมว่าอารมณ์มันคล้าย ๆ กระทะทองแดงหรือคนป่าต้มคนกินมากกว่า
ก่อนกลับ พี่จุ๋มกับแฟนอาบน้ำที่ลำรางหน้าบ้าน  ดูจะสนุกกันมาก  ตรงนี้อาบสะใจกว่าลำธารข้างล่างเยอะ  แต่ลำธารได้อารมณ์สบาย ๆ ดี

บ้านข้างบนในภาพวันนี้พักไม่ได้เพราะกำลังเพิ่มระเบียงชมดาว  รอบหน้าใครไปก็นั่งเล่นได้สบายแล้ว  ชมดาว  ชมป่า  ชมตะวัน  ชมทุ่งนา  หรือว่าชมหิ่งห้อยตอนกลางคืน

ต้นศุภโชคข้างบ้านหลังที่สอง [Malabar chestnut, Guiana chestnut, provision tree, saba nut ]

สูงมาก เท่า ๆ กับบ้านเลย  ต้นที่บังต้นมะพร้าวอยู่ข้างบ้านทางขวานั่นแหละครับ  ค้นดูภาพแล้ว  ยังไม่เคยถ่ายใกล้ ๆ ไว้เลย  เอาไว้โอกาสหน้าค่อยเก็บภาพมาฝาก
ต้นเล็ก ๆ มีช่วงหนึ่งเขานิยมปลูกใส่กระถางและดัดเป็นรูปทรงสวยงามขายกันกระถางละหลาย ตังเหมือนกัน  เวลาออกดอกหอมพอสมควร  อยู่ในบ้านก็ได้กลิ่น

ภาพสามารถคลิกที่ภาพให้แสดงเป็นภาพใหญ่ได้นะครับ


ศุภโชค มีชื่อเป็นทางการว่า   Pachira aquatica หรือที่รู้จักกันอีกหลายชื่อ Malabar chestnut, Guiana chestnut, provision tree, saba nut, Monguba (Brazil), Pumpo (Guatemala)

ไม่ค่อยได้ถ่ายภาพมันไว้  ต่อไปมีดอกมีผลจะเก็บภาพไว้ให้ดูครับ  รอบนี้เก็บกินอย่างเดียวก่อน

วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ปาย 2012 Feb 4 เช้า ๆ คั่วถั่วศุภโชค


เดือนนี้กรุงเทพร้อนแต่ที่นี่ยังหนาว
เช้าวันนี้ก่อกองไฟเล็ก ๆ ข้างทางเดิน
ถั่วศุภโชค เก็บมาจากข้างบ้านที่สอง  ตอนแรกว่าจะตัดแล้ว แต่ช่างไม้ที่ทำบ้านบอกว่ากินได้ก็เลยเอาไว้  ชื่อก็ดีด้วย  วันนี้เพื่อนมาเที่ยวบ้านก็เลยพากันไปเก็บเมล็ดใต้ต้นมาคั่วกิน

Pachira aquatica is a tropical wetland tree of the genus Pachira, native to Central and South America where it grows in swamps. It is known by the common names Malabar chestnut, Guiana chestnut, provision tree, saba nut, Monguba (Brazil), Pumpo (Guatemala) and is commercially sold under the name money tree and money plant. It is classified in the subfamily Bombacoideae of the family Malvaceae. Previously it was assigned to Bombacaceae.
                                        http://en.wikipedia.org/wiki/Pachira_aquatica

พี่จุ๋มและแฟนมาจาก Sweden part 1

ลำธารเล็ก ๆ จากน้ำตกหัวช้าง  ใหลผ่านที่ตรงนี้  สำหรับเดือนกุมภาพันธ์  ช่วงแล้ง ปลาย ๆ หนาว ก็ยังพออาบได้
ตอนแรกผมก็กังวลใจอยู่ว่า ฝรั่งมาจะลำบากเรื่องอาบน้ำหรือเปล่า  แต่ก็ผ่านวันแรกไปด้วยดี
อากาศเดือนนี้ไม่หนาว  กลางคืนกำลังสบาย ๆ
มีที่นอนให้  แต่ไม่มีมุ้งให้ เพราะแถวนี้ไม่มียุง

อาหารทำกินกันง่าย ๆ ครัวเล็ก ๆ แบบเปิดเพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ
ระเบียงนี้กว้างสองเมตรกว่า ๆ ตอนแรกทำก็เสียดายเงินอยู่
แต่พอมีแขกมา  มันได้ใช้เป็นที่นั่งอย่างนี้
ค่อย ๆ สร้าง ค่อย ๆ ทำกันไปทำละเล็กทีละน้อย
to be continue in part 2

วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

มะรุม พืชมหัศจรรย์

มะรุม เป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณในหลายด้าน เช่น ราก จะมีรสเผ็ด หวาน ขม แก้อาการบวม บำรุงไฟธาตุ เปลือก จะมีรสร้อน ช่วยขับลม ใบ ช่วยแก้เลือดออกตามไรฟัน แก้อักเสบ ดอก ช่วยบำรุงร่างกาย ขับปัสสาวะ ขับน้ำตา ฝัก รสหวาน แก้ไข้หรือลดไข้ เป็นต้น
ส่วนที่ใช้ : เปลือกต้น ราก ฝัก ใบ เนื้อในเมล็ด
สรรพคุณ :

ฝัก  -  ปรุงเป็นอาหารรับประทานแก้ไข้หัวลม   
                                                                                                                                  เปลือกต้น - มีรสร้อน รับประทานเป็นยาขับลมในลำไส้ ทำให้ผายหรือเรอ คุมธาตุอ่อนๆ (ตัดต้นลมดีมาก)
ราก - มีรสเผ็ด หวานขม แก้บวม บำรุงไฟธาตุ มีคุณเสมอกับกุ่มบก      - แก้พิษ ฝี แก้ปวด แก้อักเสบ
แพทย์ตามชนบท ใช้เปลือกมะรุมสดๆ ตำบุบพอแตกๆ อมไว้ข้างแก้ม แล้วรับประทานสุราจะไม่รู้สึกเมาเลย

จากประสบการณ์ เนื้อในเมล็ดมะรุม ใช้แก้ไอได้ดี ใบสดมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ มีแคลเซียม วิตามินซี แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก การรับประทานเนื้อในเมล็ด และใบสดเป็นประจำสามารถเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกายได้
ข้อควรระวัง ในคนที่เป็นโรคเลือด G6PD ไม่ควรรับประทาน
"มะรุม" มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Moringa oleifera Lam. วงศ์ Moringaceae เป็น พืชกำเนิดแถบใต้เชิงเขาหิมาลัย เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่ถูกปลูกไว้ในบริเวณบ้านไทยมาแต่โบราณ กินได้หลายส่วน ทั้งยอด ดอก และฝักเขียว แต่ใครๆ ก็นิยมกินฝักมากกว่าส่วนอื่นๆ ต้นมะรุมพบได้ทุกภาคในประเทศไทย ทางอีสานเรียก ผักอีฮุม หรือผักอีฮึม ภาคเหนือเรียก มะค้อมก้อนชาวกะเหรี่ยงแถบกาญจนบุรีเรียก กาแน้งเดิง ส่วนชานฉานแถบแม่ฮ่องสอนเรียก ผักเนื้อไก่เป็นต้น
ผู้เฒ่าผู้แก่นิยมกินมะรุมในช่วงต้นหนาวเพราะเป็นฤดูกาลของฝัก มะรุม หาได้ง่าย รสชาติอร่อยเพราะสดเต็มที่ มีขายตามตลาดในช่วงฤดูกาล คนที่ปลูกมะรุมไว้ในบ้านเท่านั้นจึงจะมีโอกาสลิ้มรสยอดมะรุม ใบอ่อน ช่อดอกและฝักอ่อน ช่อดอกนำไปดองเก็บไว้กินกับน้ำพริก ยอดมะรุม ใบอ่อน ช่อดอก และฝักอ่อนนำมาลวกหรือต้ทให้สุก จิ้มกับน้ำพริกปลาร้า น้ำพริกแจ่วบอง กินแนมกับลาบ ก้อย แจ่วได้ทุกอย่าง หรือจะใช้ยอดอ่อน ช่อดอกทำแกงส้มหรือแกงอ่อมก็ได้
ส่วนอื่นๆ ของโลกจะใช้ใบมะรุมประกอบอาหารเช่นเดียวกับการใช้ผักขมฝรั่ง หรือปรุงเป็นซอสข้นราดข้าวหรืออาหารแป้งอื่นๆ นอกจากนี้ ใช้ใบตากแห้งป่นเก็บไว้ได้นานโรยอาหาร เช่นเดียวกับที่ภูมิปัญญาอีสานจังหวัดสกลนครใช้ใบมะรุมแห้งปรุงเข้าเครื่อง ผงนัว กับสมุนไพรอื่นไว้แต่งรสอาหารมาแต่โบราณ ส่วนฝักอ่อนปรุงอาหารเหมือนถั่วแขก
คุณค่าทางอาหารของมะรุม
มะรุมเป็นพืชมหัศจรรย์ มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสุด กล่าวถึงในคัมภีร์ใบเบิ้ลว่าเป็นพืชที่รักษาทุกโรค
ใบ มะรุมมีโปรตีนสูงกว่านมสด 2 เท่า การกินใบมะรุมตามชนบทของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศโลกที่ 3 เป็นการเพิ่มโปรตีนคุณภาพสูงราคาถูกให้กับอาหารพื้นบ้าน
นอกจากนี้ มะรุมมีธาตุอาหารปริมาณสูงเป็นพิเศษที่ช่วยป้องกันโรค นั่นคือ

วิตามินเอ                          บำรุงสายตามีมากกว่าแครอต 3 เท่า
วิตามินซี
                        ช่วยป้องกันหวัด 7 เท่าของส้ม
แคลเซียม
        บำรุงกระดูกเกิน 3 เท่าของนมสด
โพแทสเซียม
   บำรุงสมองและระบบประสาท 3 เท่าของกล้วย
ใยอาหารและพลังงาน
  ไม่สูงมากเหมาะกับผู้ที่ควบคุมน้ำหนักอีกด้วย
น้ำมันสกัดจากเมล็ดมะรุม
 มีองค์ประกอบคล้ายน้ำมันมะกอกดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง
จากอาหารมาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ
ปัจจุบันชาวญี่ปุ่นผลิตชาใบ มะรุมออกจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระบุว่าใช้แก้ไขปัญหาโรคปากนกกระจอก หอบหืด อาการปวดหูและปวดศรีษะ ช่วยบำรุงสายตา ระบบทางเดินอาหาร และช่วยระบายกาก
ประเทศ อินเดีย หญิงตั้งครรภ์จะกินใบมะรุมเพื่อเสริมธาตุเหล็ก แต่ที่ประเทศที่ฟิลิปปินส์และบอสวานาหญิงที่เลี้ยงลูกด้วยนมจะกินแกงจืดใบ มะรุม (ภาษาฟิลิปปินส์ เรียก
มาลังเก”) เพื่อประสะน้ำนมและเพิ่มแคลเซียมให้กับน้ำนมแม่เหมือนกับคนไทย
ประโยชน์ของมะรุม
1.ใช้รักษาโรคขาดอาหารในเด็กแรกเกิดถึง 10 ขวบ และลดสถิติการเสียชีวิต พิการ และตาบอดได้เป็นอย่างดี
2.ใช้รักษาผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานให้อยู่ในภาวะควบคุมได้
3.รักษาโรคความดันโลหิตสูง
4.ช่วยเพิ่มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ทานผลิตผลจากมะรุมในระหว่างตั้งครรภ์ เด็กที่เกิดมาจะไม่ติดเชื้อ
HIV นอกจากนี้ถ้ารับประทานอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้งยังช่วยให้คนทั่วๆไปสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง
5.ช่วยรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ให้อยู่ในภาวะควบคุมได้ การรักษาโรคเอดส์ที่ประสพผลสำเร็จในกลุ่มประเทศแอฟริกา
6.ถ้า รับประทานสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคมะเร็ง แต่ถ้าหากเป็นก็จะช่วยให้การรักษาพยาบาลง่ายขึ้น ในบางกรณีสามารถหยุดการเจริญเติบโตของโรคร้ายได้ ถ้าใช้ควบคู่ไปกับยาแพทย์แผนปัจจุบัน
หากผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งได้รับการรักษาด้วยรังสี การดื่มน้ำมะรุมจะช่วยให้การแพ้รังสีฟื้นตัวเร็วขึ้นและมีร่างกายที่แข็งแรง
7.ช่วยรักษาโรคไขข้ออักเสบ โรคเก๊าท์ โรคกระดูกอักเสบ โรคมะเร็งในกระดูก โรครูมาติซั่ม
8.รักษา โรคตาเกือบทุกชนิด เช่น โรคตามืดตามัวเพราะขาดสารอาหารที่จำเป็น โรคตาต้อ เป็นต้น หากรับประทานสม่ำเสมอ จะทำให้ตามีสุขภาพที่สมบูรณ์
9.รักษาโรคลำไส้อักเสบ โรคเกี่ยวกับท้อง ท้องเสีย ท้องผูก โรคพยาธิในลำไส้
10.รักษาปอดให้แข็งแรง รักษาโรคทางเดินของลมหายใจ และโรคปอดอักเสบ
11.เป็นยาปฏิชีวนะ

น้ำมันมะรุมสรรพคุณ..ใช้หยอดจมูกรักษาโรค ภูมิแพ้ ไซนัสโรคทางเดินหายใจ ใช้หยอดหูฆ่าและป้องกันพยาธิในหู รักษาอาการเยื่อบุหูอักเสบ รักษาโรคหูน้ำหนวก ใช้ทาผิวหนังรักษาโรคผิวหนังจากเชื้อราและเชื้อไวรัส รักษาโรคเริม งูสวัด รักษาและบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น ใช้ทารักษาแผลสด หูด ตาปลา ใช้ถูนวดบรรเทาอาการบริเวณที่ปวดบวมตามข้อ รักษาโรคไขข้ออักเสบ เก๊าท์ รูมาติก เป็นต้น
ชะลอความแก่
กล่าวกันว่ามะรุมมีฤทธิ์ชะลอ ความแก่ เนื่องจากยังไม่พบรายงานการวิจัยเกี่ยวกับมะรุมในด้านนี้ คาดว่าเป็นการสรุปเนื่องจากมะรุมมีสารฟลาโวนอยด์สำคัญคือ รูทินและเควอเซทิน (
rutin และ quercetin) สารลูทีนและกรดแคฟฟีโอลิลควินิก (lutein และ caffeoylquinic acids) ซึ่งต้านอนุมูลอิสระ ดูแลอวัยวะต่างๆ ได้แก่ จอประสาทตา ตับ และหลอดเลือดจากการเสื่อมสภาพตามอายุ การกินสารต้านอนุมูลอิสระชะลอการเสื่อมสภาพในเซลล์ร่างกาย
ฆ่าจุลินทรีย์ สารเบนซิลไทโอไซยาเนตโคไซด์ และเบนซิลกลูโคซิโนเลตค้นพบในปี พ.ศ. 2507 จากมะรุมมีฤทธิ์ต้านจุลชีพ สนับสนุนการใช้น้ำคั้นจากมะรุมหยอดหูแก้ปวดหู
ปัจจุบันหลังจากค้นพบแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร
Helicobactor pylori กำลังมีการศึกษาสารจากมะรุมในการต้านเชื้อดังกล่าว
การป้องกันมะเร็ง
สารเบนซิลไทโอไซยาเนตไกลโคไซด์ชนิดหนึ่งและสารไนอาซิไมซิน (
niazimicin) จากมะรุมสามารถต้านการเกิดมะเร็งที่ถูกกระตุ้นโดยสารฟอบอลเอสเทอร์ในเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวได้
การ ทดลองในหนูพบว่าหนูที่ได้รับฝักมะรุมเป็นอาการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังจากการ กระตุ้นน้อยกว่ากลุ่มทดลอง โดยกลุ่มที่กินมะรุมเนื้องอกบนผิวหนังน้อยกว่ากลุ่มควบคุม


ฤทธิ์ลดไขมันและคอเลสเทอรอล
จากการทดลอง 120 วัน ให้กระต่ายกินฝักมะรุม วันละ 200 กรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันเทียบกับยาโลวาสแตทิน 6 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันและให้อาหารไขมันมาก

ใบมะรุม 100 กรัม  (คุณค่าทางโภชนาการของอาหารอินเดีย พ.ศ. 2537)
พลังงาน
           26 แคลอรี
โปรตีน
             6.7 กรัม (2 เท่าของนม)
ไขมัน
               0.1 กรัม
ใยอาหาร
           4.8 กรัม
คาร์โบไฮเดรต
     3.7 กรัม
วิตามินเอ
           6,780 ไมโครกรัม (3 เท่าของแครอต)
วิตามินซี
           220 มิลลิกรัม (7 เท่าของส้ม)
แคโรทีน
           110 ไมโครกรัม
แคลเซียม
         440 มิลลิกรัม (เกิน 3 เท่าของนม)
ฟอสฟอรัส
         110 มิลลิกรัม
เหล็ก
               0.18 มิลลิกรัม
แมกนีเซียม
       28 มิลลิกรัม
โพแทสเซียม
       259 มิลลิกรัม (3 เท่าของกล้วย)
ทั้งนี้ กลุ่มที่กินมะรุมและยามีคอเลสเทอรอลฟอสโฟไลพิด ไตรกลีเซอไรด์ VLDL LDL ปริมาณคอเลสเทอรอลต่อฟอสโฟไลพิด และ atherogenic index ต่ำลง ทั้ง 2 กลุ่มมีการสะสมไขมันในตับ หัวใจ และหลอดเลือดแดงใหญ่ (เอออร์ตา) โดย
กลุ่ม ควบคุมปัจจัยด้านการสะสมไขมันในอวัยวะเหล่านี้ไม่มีค่าลดลงแต่อย่างใด กลุ่มที่กินมะรุมพบการขับคอเลสเทอรอลในอุจจาระเพิ่มขึ้น ผู้วิจัยจึงสรุปว่าการกินมะรุมมีผลลดไขมันในร่างกาย
ที่ประเทศอินเดียมี การใช้ใบมะรุมลดไขมันในคนที่มีโรคอ้วนมาแต่เดิม การศึกษาการกินสารสกัดใบมะรุมในหนูที่กินอาหารไขมันสูงมีปริมาณคอเลสเทอร อลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญเทียบกับกลุ่มควบคุม นอกจากนี้กลุ่มทดลองมีปริมาณไขมันในตับและไตลดลง
สรุปว่าการให้ใบมะรุมเพื่อลดปริมาณไขมันทางการแพทย์อินเดียสามารถวัดผลได้ในเชิงวิทยาศาสตร์จริง

ฤทธิ์ป้องกันตับ
งานวิจัยการให้สารสกัดแอลกอฮอล์ของใบมะรุม กรณีทำให้ตับหนูทดลองเกิดความเสียหายโดยไรแฟมไพซิน พบว่าสารสกัดใบมะรุมมีฤทธิ์ป้องกันตับ โดยมีผลกับระดับเอนไซม์แอสาเทตอะมิโนทรานสเฟอเรส อะลานีน
ทรานมิโนทราน สเฟอเรส อัลคาไลน์ฟอสฟาเทส และบิลิรูบินในเลือด และมีผลกับปริมาณไลพิดและไลพิดเพอร์ออกซิเดสในตับ โดยดูผลยืนยันจากการตรวจชิ้นเนื้อตับ สารสกัดใบมะรุมและซิลิมาริน (
silymarin กลุ่มควบคุมบวก) มีผลช่วยการพักฟื้นของการถูกทำลายของตับจากยาเหล่านี้

เอกสารอ้างอิง:

Nature’s Medicine Cabinet by Sanford Holst
The Miracle Tree by Lowell Fuglie
LA times March 27th 2000 article wrote by Mark Fritz. WWW.PUBMED.GOV. (Search for Moringa) (Antiviral Research Volume 60, Issue 3, Nov. 2003, Pages 175-180: Depts. of Microbiology, Pharmaceutical Botany, Pharmacology, Faculty of Pharmaceutical Science, Chulalongkorn University, Bangkok.
นิตยสารหมอชาวบ้านปีที่ 29 ฉบับที่ 338 มิถุนายน 2550

วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

2012 ครบรอบหนึ่งปี เริ่มเพิ่มบรรยากาศให้เป็นรีสอร์ท

หลังจากฝากเงินผ่านเพื่อนบ้านข้าง ๆ จ่ายค่าช่างและวัศดุก่อสร้าง  ได้มีการยักเงินไปบางส่วน  ห้าพันแรกเอาไปแล้วบอกว่ายืมก่อน  ส่วนหลังจากนั้นทำเป็นไม่รู้เรื่อง
 
ตอนนี้บ้านพักได้แล้ว  ไปดูเองสั่งเองได้  จ่ายเงินกับอ้วนและโอนเงินไปเมื่อต้องใช้จ่ายเพิ่ม
11 ม.ค. 2012

สั่งทำสะพานเดินระหว่างบ้านทั้ง
สองหลังกับห้องน้ำ ไปคราวหน้าได้ใช้แล้ว
นึกถึงสะพาน รู้สึกสะดวกสบายขึ้นมาก อยากได้เป็นบ้านที่รู้สึกสะดวกและ ผ่อนคลายมาก ๆ ไม่ได้อยากให้เป็นบ้านสวนแบบประหยัด
และจะทำระเบียงบ้านแรก เป็นระเบียงชมดาว ระเบียงไม่้กว้าง ๆ นอกชาน ที่ไม่มีหลังคา
ดูดาว หิ่งห้อย อาบแดด ตากผ้าห่ม แล้วแต่จะใช้อะไร
 
17 ม.ค. 2012
ส่งเงิน 14000 บาทเป็นค่าไม้
งวดนี้เปลี่ยนเป็นส่งไปที่ลา เมียช่างที่ทำบ้าน

เริ่มทำระเบียงท้าย ๆ วันที่ไปต้นเดือน ก.พ.   ให้ไว้อีกหมื่นห้าพัน ทำสะพานเดินจากบ้านมาห้องน้ำ ใหญ่ ๆ ตรงกลางเป็นที่นั่งได้หว้าง ๆ เลย และทำตู้ใส่ของสำหรับครัว
 
ส่งอีกหกพันวันก่อนที่ไปเซนทรัลแจ้ง  ไปโอนเบอร์ทรูเป็นเอไอเอส
20 ก.พ. 2555 
และเมื่อวานอีกเจ็ดพันเพราะไม้ขาย เมื่อวานเริ่มทำประตูรั้วแล้ว

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การเล่นเวท

ไม่มีโปรแกรมออกกำลังกายไหนสมบูรณ์ได้โดยไม่มีการฝึกเล่นเวท ในขณะ ที่คุณต้องออกกำลังกายแบบแอโรบิก
เพื่อให้หัวใจและปอดมีสุขภาพดี คุณก็ ต้องเล่นเวทเพื่อรักษาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ กระดูก และกลไก
การเผาผลาญ ของร่างกายเช่นกัน เรื่องน่าสนใจก็คือ การเล่นเวทนั้นง่ายและสะดวก คุณสามารถ พบเวทได้
ในทุก ๆ โรงยิม หรือไม่ก็ซื้อเวทมาเล่นเองที่บ้านได้

มือใหม่หัดเล่น
หากคุณไม่เคยยกเวทมาก่อนเลย ให้หาผู้ฝึกมาคอยให้คำแนะนำสักคน คุณจำเป็น ต้องเรียนรู้วิธีป้องกันการ
บาดเจ็บและเพื่อ ให้แน่ใจว่าคุณ ได้ประโยชน์สูงสุด
จากการออกกำลังกายครั้งนี้ ผู้ฝึกสอนจะสามารถช่วยให้คุณตัดสินได้ว่าคุณ ควรยกเวทน้ำหนัก เท่าไรและ
บ่อยเท่าไร ข้อควรรู้ง่าย ๆ คือ ถ้าคุณไม่สามารถ ยกเวทซ้ำกันได้ 8 ครั้งสบาย ๆ ละก็ แสดงว่าเวทนั้นหนัก
เกินไปสำหรับคุณ แต่ถ้าคุณยกเวทนั้นได้ 12 ครั้งสบาย ๆ ก็แสดงว่าเวทนั้นเบาเกินไป ให้ลอง จัดตารางการ
ยกเวทไว้ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยให้มีวันพักสลับ ระหว่างครั้งตรงกลาง 1 วัน เพื่อให้กล้ามเนื้อคุณได้พักฟื้น
และ ซ่อมแซมตัวเอง ถ้าคุณต้องการยกเวททุกวัน ให้ออกกำลังกายร่างกายส่วนบน คือ แขน ไหล่ และหลัง
ช่วงบน เป็นเวลา 1 วัน แล้วออกกำลังกายร่างกายส่วนล่าง คือ น่อง เอ็นร้อยหวาย และต้นขา ในวันถัดมาอีก
1 วัน

บริเวณเป้าหมาย
การเล่นเวทจะเพิ่มความแข็งแรง และทนทานให้กล้ามเนื้อ รวมทั้งเพิ่มมวลกล้ามเนื้อด้วย เนื่องจากกล้ามเนื้อ
เผาผลาญแคลอรี่ได้มากกว่าไขมัน การฝึกเล่นเวทเป็นประจำจึงช่วย ทำให้ระบบเผาผลาญของร่างกายทำงาน
ได้ดีขึ้น และเนื่องจากกล้ามเนื้อกินที่ น้อยกว่า ไขมัน คุณจึงดูผอมเพรียวกว่า แม้น้ำหนักตัวของคุณจะเท่าเดิมก็
ตาม ข้อดีอื่น ๆ คือ การเล่นเวททำให้คุณมีจิตใจสดชื่นเพราะได้ออกกำลังกาย มีการวิจัยพบว่าผู้ป่วย โรคซึม
เศร้า จะมีอาการดีขึ้นเมื่อได้ฝึกเวท และยังนอนหลับได้ดีขึ้นด้วย นอกจากนั้นยัง พบว่า คนที่เล่นเวทจะมีความ
ตื่นตัวมากขึ้น เนื่องจากร่างกายแข็งแรงมีพละกำลังมากขึ้น จึงสามารถทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้อย่างสนุกสนาน
ง่ายดายยิ่งขึ้น

การเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนออกกำลังกาย< /b>
ถ้าคุณไม่สามารถไปที่ห้องเวทได้ ให้ลองแถบต้าน (resistance bands) การออกกำลังกายแบบเกร็ง
กล้ามเนื้อสะโพ หรือการออกกำลังกายบนพื้นอย่างการยกขา หรือวิดพื้น เพื่อให้กล้ามเนื้ออยู่ในสภาพพร้อมและ
ได้ส่วน เพื่อเสริมโปรแกรมการเล่นเวท ให้เพิ่ม โปรแกรม การยืดเส้นยืดสายเข้าไปด้วย นอกจากนั้นก็ควร
ออกกำลังกาย แบบ แอโรบิก เพื่อกำจัดไขมัน และ รักษาสุขภาพหัวใจและการไหลเวียนโลหิต

การวอร์มอัพและคูลดาวน์
ก่อนที่คุณจะเล่นเวท ให้ออกกำลังกายใด ๆ ก็ได้ที่จะบริหารกล้ามเนื้อที่คุณจะใช้เล่นเวท เช่น ขี่จักรยานอยู่กับที่
เมื่ออบอุ่นกล้ามเนื้อขา หรือพายเรืออยู่กับที่เพื่อบริหารทั้งร่างกาย เป็นเวลา 5 นาที อีกทางเลือกหนึ่งคือให้ฝึก
เล่นเวทเบา ๆ สำหรับการออกกำลังกายที่ คุณเตรียมไว้ใช้ภายหลังซ้ำ ๆ สัก 2-3 ครั้ง การอบอุ้นร่างกาย
5-10 นาทีก็เพียงพอ สำหรับการเพิ่มอุณหภูมิกล้ามเนื้อ และทำให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่น ไม่บาดเจ็บง่าย ถ้าอัตรา
การเต้นของหัวใจคุณมากกว่า 100 ครั้งต่อนาทีหลังการเล่นเวทแล ะ คุณเตรียม ที่จะออกกำลังกายบนพื้นต่อ
เช่น วิดพื้น หรือยกขา คุณจำเป็นต้องทำให้ร่างกาย เย็นลงก่อนเพื่อป้องกันการเวียนหัวหรือเป็นลม คุณควรเดิน
ไปรอบ ๆ หรือถีบจักรยานช้า ๆ จนอัตราการเต้นของหัวใจลดลง แต่ถ้าอัตราการเต้นของหัวใจคุณเป็น ปกติ
แม้หลัง การยกเวท คุณก็ไม่จำเป็นต้องทำให้ร่างกายเย็นลงก่อน โดยคุณสามารถยืดเส้น ยืดสายต่อได้เลย

การยืดเส้นยืดสายจำเป็นในการรักษาความยืดหยุ่นของร่างกาย อย่าลืมยืดเส้นยืดสาย กล้ามเนื้อ หลังการ
อบอุ่นร่างกายเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ และยืดเส้นยืดสายอีกครั้ง หลังอกกกำลังกาย เสร็จ เพื่อเสริมความยืดหยุ่น
และลดอาหารปวดเมื่อย



เรื่องการเล่นเวทนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสียครับ ดังนั้นผมจึงขอพูดถึงการเล่นเวทเฉพาะในมุมมองของการเล่น
เพื่อลดน้ำหนักก็แล้วกันนะครับ

เรื่องการเล่นเวทนั้นที่จริงหากอยากจะเล่นก็เล่นกันได้ทั้งชายและหญิง แต่หากจะเล่นเพื่อลดน้ำหนักแล้ว
ผมเห็นว่าไม่เหมาะครับ ไม่ว่าหญิงหรือชาย เพราะการเล่นเวทนั้นวัตถุประสงค์คือเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ
ไม่ได้ใช้เพื่อการลดน้ำหนักโดยตรง

ทีนี้ในเรื่องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อนั้นปัจจุบันมีเรื่องค่านิยมหรือ เรื่องประกวดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ดังนั้นการเล่นเวทในปัจจุบันจึงไม่ได้มีเพื่อเสริมสุขภาพ แต่เอาไว้เพื่อประกวด แข่งขัน หรือเพื่ออวดรูปโฉมกัน
การเล่นตามปกติของคนทั่วไปนั้นจะไม่ทำให้มีกล้ามเนื้อบึ้กขึ้นมาได้หรอกครับ ไม่ว่าหญิงหรือชาย ที่
เห็นกล้ามเป็นมัดๆนั้นเพราะการกินฮอร์โมนเข้าไปน่ะครับ เขาเรียกว่ายาเรียกเนื้อ ถ้าไม่กินแล้วล่ะก็ต้องเล่น
หนักมาก วันละหลายชั่วโมง แล้วต้องเล่นหลายปีจึงจะเห็นเนื้อเห็นหนังกับเขาได้ แต่ถึงใช้ฮอร์โมนก็ต้องกิน
เวลาเป็นปีอยู่ดี ดังนั้นที่คุณว่าเล่นเวทมา 3 ปีแล้วไม่มีกล้ามเนื้อบึ้กๆนั้นก็ถูกแล้วครับ ต่อให้ผู้ชายด้วย หากเล่น
ขนาดคุณภควดีก็ไม่มีกล้ามเนื้อบึ้กเช่นกัน คงเห็นผลแต่ว่ากล้ามเนื้อกระชับเท่านั้น อาจใหญ่ขึ้นนิดหน่อย แต่
ไม่ล่ำแบบที่เห็นประกวดกันแน่นอน

การใช้การเล่นเวทเพื่อลดน้ำหนักมีข้อไม่เหมาะหลายอย่างครับ
1. การเล่นเวทใช้พลังงานกล้ามเนื้อเยอะ แต่เป็นเฉพาะบางมัด ดังนั้นโดยรวมแล้วจะใช้พลังงานน้อย
ยกตัวอย่าง การวิ่งจ๊อกกิ้ง 3 กม. จะใช้พลังงานราว 250 กิโลแคลอรี่ (คร่าวๆนะครับ ไม่ได้เป๊ะตามนี้
ขึ้นกับหลายอย่าง) ตีเสียว่าโดยทั่วไปจะวิ่ง 3 กม. ใฃ้เวลาราว 30-60 นาที ขึ้นกับว่าวิ่งเร็ววิ่งช้าเพียงใด
แต่ถ้าเล่นเวท 1 ชั่วโมงจะใช้พลังงานไม่ถึง 250 กิโลแคลอรี่ครับ นี่ว่ากันตามลักษณะการเล่นของคนทั่วไป
นะครับ เพราะว่าเล่นๆหยุดๆ เนื่องจากเมื่อย อย่างคุณที่ว่ายกหนักที่สุด น้อยครั้งที่สุด ยิ่งใช้พลังงานไม่มาก
เพราะต้องพักบ่อยและพักนาน เมื่อเผาผลาญแคลอรีน้อยก็ลดน้ำหนักไม่ได้ผลเท่าไร

2. การเล่นเวทหากจะให้ได้ประโยชน์จะต้องออกกำลังกายทุกสัดส่วน คือทั้งแขน ขา ลำตัว แต่ละท่อนก็มี
กล้ามเนื้อที่ต้องเล่นหลายมัด แต่การเล่นของคนทั่วไปนั้นมักใช้เวลาหลังเลิกงาน อาทิตย์หนึ่งมีเวลาเล่นเวท
รวมได้สัก 3 ชั่วโมงก็เก่งแล้ว แต่เวลาแค่นี้เล่นอะไรได้ไม่กี่ท่าหรอกครับ บางคนจึงเน้นที่กล้าแขน ปีก หน้าอก
เพื่อให้ดูเท่ แต่ผลก็คือออกกำลังกล้ามเนื้อไม่ทั่วทุกส่วน ดังนั้นจึงเป็นอย่างที่ อ.วินัยว่า คือคนเล่นเวทใช่ไม่คน
แข็งแรงเสมอไป ดังนั้นเรื่องเงื่อนไขด้านเวลากับการเล่นเวทก็ไม่ค่อยจะเหมาะสมกับคนทั่วไป นัก การเล่นแต่
ดัมเบลจึงไม่ใช่การเล่นเวทที่ถูกต้องครับ เพราะได้แต่กล้ามเนื้อแขน แล้วกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆก็เสื่อมไปตามวัยอยู่ดี

3. ค่าใช้จ่าย หากจะเล่นเวทเพื่ออกกำลังครบทุกสัดส่วน ต้องใช้เครื่องเล่นหลายอย่าง ซึ่งอุปกรณ์พวกนี้แพง
มากครับ แล้วต้องมีที่กว้างขวางพอด้วย ก็เป็นค่าใช้จ่ายจำนวนมาก หากไปเล่นตามฟิตเนส ค่าสมาชิกปีละ
หมื่นหรือมากกว่านั้นครับ และอีกอย่างการเล่นเวทนั้นเบื่อง่ายครับ หากซื้ออุปกรณ์ไปเล่นที่บ้านแบบชุดประหยัด
 (ที่ 1 เครื่องมีหลายสถานี) พวกนี้เล่นได้ไม่นานก็เบื่อ แล้วก็จะกลายเป็นราวตากผ้าไปในที่สุด

4. การบาดเจ็บ หากเล่นหักโหมหรือเล่นไม่เป็น โอกาสที่จะบาดเจ็บจากกล้ามเนื้ออักเสบหรือฉีกขาดมีสูงครับ
ยกตัวอย่างพวกที่ยกน้ำหนักมากๆ พอยกแล้วหมดแรงทิ้งโครมลงมา แค่นี้ก็มีโอกาสบาดเจ็บจากกล้ามเนื้ออักเสบ
แล้วครับ นี่ยังไม่รวมลูกเหล็กทับเท้าซึ่งเคยเกิดขึ้นจริง ส่วนเรื่องที่ว่าเล่นเวทแล้วช่วยเรื่องไขข้อนั้นผมขอปฏิเสธ
ว่าไม่จริงครับ คนเล่นเวทจะมีปัญหาเรื่องข้อเสื่อม เพราะยกน้ำหนักมาก ทำให้ข้อรับน้ำหนักมาก
การออกกำลังเพื่อบำรุงรักษาข้อต่อต่างๆนั้นต้องใช้การเคลื่อนไหวที่นุ่มนวล ครับ ไม่ใช่เล่นหักโหมแบบเวท
ยกตัวอย่างเช่นมวยไท้เก๊กนั้นเหมาะมากสำหรับบรรเทาอาการไขข้ออักเสบ อย่าเห็นว่ารำช้าๆไม่เข้าท่า
นั่นแหละครับ หมอฝรั่งเอาไปใส่ในคอร์สกายภาพบำบัดของผู้โรคไขข้ออักเสบ


สรุปแล้วการเล่นเวทไม่เหมาะสำหรับการลดน้ำหนักครับ อีกทั้งมีค่าใช้จ่ายสูง หากจะเสริมสร้างกล้ามเนื้อ
เพื่อป้องกันกล้ามเนื้อเสื่อมเร็วแล้วผมเห็นว่าเลือกเล่นวิธีผสมดีกว่า คือ วิ่ง แอโรบิก ว่ายน้ำ แล้วเสริมด้วยทำ
งานบ้าน (ซักผ้า ถูกบ้าน) ทำสวน เดินขึ้นไปบันแทนขึ้นลิฟท์ ฯลฯ จะเป็นไปได้ในทางปฏิบัติสำหรับคนทั่วไป
มากกว่าครับ และได้ทุกสัดส่วน แต่ว่ายน้ำผมยังว่าไม่ค่อย practical เท่าไรนักเลยเพราะหาสระยาก
แต่ก็ขอแนะนำไว้ด้วยเพราะเป็นการออกกำลังกายที่ดีมาก ใช้แรงงาน แต่ไม่ทำร้ายข้อต่อต่างๆ (แต่ต้องระวัง
เรื่องสระสกปรกด้วย อันนี้ก็เป็นข้อเสีย)

ถ้าถามว่าอะไรเหมาะสำหรับการลดน้ำหนัก ผมยังว่าเต้นแอโรบิคเหมาะที่สุด เพราะประหยัด หาเวลาและ
สถานที่เล่นได้ง่าย ไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์มากมาย และหากต้องการใช้แคลอรีมากๆก็เต้นให้มันดุเดือดก็ได้ รองลง
มาคือว่ายน้ำ แต่ก็หาสระยากอย่างที่ว่า แม้ว่าจะดีกว่าแต่ผมให้เป็นอันดับ 2 เพราะคำนึงถึงความเป็นไปได้
ในการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

รองลงมาอีกคือการวิ่ง วิ่งนี่หาที่วิ่งได้จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เลยขอจัดเป็นอันดับ 3 ของความเหมาะสม
เพราะการวิ่งนั้นควรวิ่งบนลู่หรือถนนที่ปรับสภาพสำหรับการวิ่ง ไม่ควรเป็นพื้นขรุขระหรือวิ่งตามฟุตบาท
เพราะจะเป็นอันตรายต่อข้อเท้า อีกอย่าง การวิ่งริมถนนทำให้สูดไอเสียรถเข้าไปมาก เป็นอันตรายต่อร่างกายครับ
นอกจากนี้ยังต้องเลือกร้องเท้าวิ่งที่เหมาะสมด้วย ดังนั้นจะเห็นว่าหากจะวิ่งในสถานที่ที่เหมาะจริงๆนั้นไม่ง่ายเลย
การวิ่งนั้นไม่เหมาะกับคนที่น้ำหนักตัวมาก เพราะจะทำให้ข้อเสื่อมเร็ว คนที่น้ำหนักมากๆควรว่ายน้ำดีกว่าครับ

การเล่นอะไรอย่างเดียวก็มักเบื่อง่าย ทางที่ดีควรเล่นสลับไปมาหลายๆอย่าง ชวนเพื่อนเล่นด้วยเป็นกลุ่มแบบ
เต้นแอโรบิกยิ่งดี ความเพลิดเพลินจะทำให้ไม่เบื่อ จากประสสบการณ์ของผม ความเบื่อกับความขี้เกียจนี่แหละ
ครับเป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุด ทำให้ออกกำลังกายไม่ได้ตลอดรอดฝั่ง น้ำหนักก็เลยไม่ลดสักที


เวตนั้นมีอยู่ 3 ลักษณะที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเลย
1. การยกน้ำหนัก (weight lifting) คือการแข่งขันยกน้ำหนักที่เราเห็นเวลาแข่งโอลิมปิค เอเชี่ยนเกมส์ ฯลฯ
    การยกแบบนี้เน้นยกให้ได้หนักที่สุดให้มากกว่าคนอื่น เพราะฉะนั้นในการฝึก ก็จะฝึกเฉพาะกล้ามเนื้อที่ต้อง
   ใช้เวลายก อาจละเลยกล้ามเนื้อบางส่วนในร่างกายไป
2. การเพาะกาย (body building) คือการเพาะกล้ามเนื้อ  แม้ว่าเริ่มต้นจะเพื่อความสวยงามของร่างกาย
   (ตามทัศนะของผู้เพาะกาย ซึ่งอาจแตกต่างจากคนภายนอก) แต่ก็มีการแข่งขันเข้ามาเป็นส่วนประกอบมาก
   จนมีการใช้ฮอร์โมน สเตียรอยด์ ฯลฯ เพื่อการเร่งสร้างกล้ามเนื้อ การทำเวตแบบนี้ต้องใช้เวลาอยู่ในห้องเวต
   ทีละหลายๆชั่วโมง
3. strength training หรือ weight training ไม่รู้จะเรียกเป็นภาษาไทยว่าอะไร เป็นการฝึกฝนกล้ามเนื้อ
   ให้รู้จักต้านทานกับแรงภายนอก ไม่ว่าแรงภายนอกนั้นจะเป็นดัมเบล บาร์เบล เครื่องเวต ไดนาแบนด์
   แม้กระทั่งน้ำหนักตัวของเราเอง (เช่น การวิดพื้น) การฝึกฝนกล้ามเนื้อแบบนี้มีจุดประสงค์เพื่อนำไปใช้กับ
   การเล่นกีฬาหรือกิจกรรมอย่างอื่นๆ เช่น ฟุตบอล บาสฯ ไต่เขา ฯลฯ หรือเพื่อประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
   การยกของหนัก หิ้วถุงข้าวสาร อุ้มลูก ฯลฯ แต่เนื่องจากมีความเข้าใจผิดคิดว่าการฝึกฝนแบบนี้เป็นแบบสอง
   อย่างแรก บางทีเลยเลี่ยงไปเรียกกันว่า resistance training แทนในการฝึกฝนแบบ resistance
   training มันไม่สำคัญเลยค่ะว่าคุณจะใช้ดัมเบลหนักเท่าไร 1 ปอนด์ หรือ 40 ปอนด์ เพียงแต่ฝึกให้
   กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงและความอดทน รวมทั้งสร้างกล้ามเนื้อทดแทนส่วนที่ลีบลงไปตามวัย แต่อย่างที่
   ว่า ไม่มีทางที่จะสร้างกล้ามเนื้อใหญ่แบบนักเพาะกาย และนั่นไม่ใช่จุดประสงค์ของการบริหารกล้ามเนื้อ
   แบบที่สามนี้ด้วย

ที่มา  http://www.thailabonline.com/

วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

"ผักกูด" สมุนไพรชั้นดี สารพัดสรรพคุณต้าน"โรค"

"ผักกูด" เป็นชื่อของผักชนิดหนึ่งที่อยู่ในตระกูลเฟิร์นที่อยู่ในวงศ์ "Athyriaceae" ซึ่ง มนุษย์สามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้ และยังเป็นผักพื้นบ้านที่มีประโยชน์อีกด้วย โดยมีสรรพคุณแก้ไข้ตัวร้อน พิษอักเสบ บำรุงสายตา บำรุงโลหิต ความดันโลหิตสูง

ผักกูดเป็นพืชตระกูลเฟิร์นกินได้ชนิดหนึ่ง มีเหง้าสูงได้ 1 เมตร ใบเป็นแผงรูปขนนก ตอนอายุยังน้อยจะแตกเป็นรูปขนนกชั้นเดียวคู่ขนานกันไปตั้งแต่โคนใบถึงปลายใบ เมื่ออายุมากขึ้นใบจะเปลี่ยนเป็นรูปขนนก 2 ชั้น ยอดอ่อนและปลายยอดม้วนงอแบบก้นหอย เติบโตในฤดูฝนในที่โล่งแจ้งมีน้ำชื้นแฉะ จะพบมากกว่าที่ในป่าทึบ

ผักกูดมี 3 ชนิด แตกต่างกันเพียงสีของต้นและลักษณะใบเล็กน้อย รับประทานเป็นอาหารได้ทั้ง 3 ชนิด
ชาวบ้านรุ่นเก่าๆ รู้จักผักกูดมาตั้งแต่โบราณแล้ว ส่วนคนรุ่นใหม่น้อยนักจะรู้จักและรู้จักรับประทาน มียอดอ่อนขายตามตลาดสดทั่วไป

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าผักกูดเป็นผักบอกสภาวะแวดล้อมให้คนรู้ว่า บริเวณไหนอากาศไม่ดี ดินไม่บริสุทธิ์ มีสารเคมีเจือปนอยู่ ผักกูดจะไม่ยอมขึ้นหรือแตกต้นในบริเวณนั้นเด็ดขาด ผักกูดจึงถือได้ว่าเป็นอาหารพิเศษอย่างหนึ่งจากธรรมชาติมีสารเบต้าแคโรทีน และธาตุเหล็กในตัวสูง เมื่อรับประทานแล้วจึงได้ประโยชน์

ใบ ของผักกูดใช้ต้มน้ำดื่มหรือกินสด ช่วยแก้ไข้ตัวร้อน แก้พิษอักเสบ บำรุงสายตา บำรุงโลหิต แก้โลหิตจาง ป้องกันเลือดออกตามไรฟันและขับปัสสาวะเด็ดขาดมาก ลดความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลในเม็ดเลือด ส่วนใหญ่จะนำใบอ่อน ช่ออ่อน ทำแกงกับปลาเนื้ออ่อนน้ำจืด เช่นปลาช่อนหรือลวกจิ้มน้ำพริกชนิดต่างๆ ยำผักกูด ผักกูดผัดน้ำมันหอย แกงกะทิกับปลาย่าง ลวกกะทิ แต่ไม่นิยมกินสดๆ กันเพราะจะมียางเป็นเมือกอยู่ที่ก้าน





ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด

วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กายส์ไปบริจาคของให้นักเรียนชาวเขา บ้านใหม่สหสัมพันธ์ @ pai



แจกผ้าห่ม เสื้อกันหนาว เครื่องเขียน แบบเรียน อุปกรณ์กีฬา ฯลฯ

 
 ไปบริจาคของให้นักเรียนชาวเขา บ้านใหม่สหสัมพันธ์ @ pai

นักเรียนบ้านใหม่สหสัมพันธ์ @ Pai

วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554

10 ประเด็นที่ทำให้คนไทยล้าหลัง ในมุมมองของ วิกรม กรมดิษฐ์

1. คนไทยรู้จักตัวตนของเราเองต่ำมาก กล่าว คือ รู้จักหน้าที่ของตัวเองต่ำมาก โดยเฉพาะหน้าที่ต่อสังคม ต่างกับชาติที่เจริญแล้ว เขาจะมีสำนึกต่อสังคมส่วนรวมสูงมาก ของเราจะไม่คำนึงถึงส่วนรวม แต่จะเป็นประเภทมือใครยาวสาวได้สาวเอา จนทำให้เกิดวัฒนธรรมสืบทอดกันมายาวนาน โดยเฉพาะผู้ที่มีอำนาจทุกระดับชั้น จนมีคำพูดว่า ธุรกิจการเมือง ธุรกิจราชการ ธุรกิจการศึกษา ทำให้ทุกคนแสวงหาอำนาจเพื่อจะตักตวงเพราะความไม่รู้จักตัวตน ไม่รู้จักประเทศของตัวเองเช่นนี้แล้วทำให้ประเทศชาติของเราล้าหลังไปเรื่อย ๆ
 
2. การศึกษาของไทยยังไม่ทันสมัย สอนให้คนเห็นแก่ตัวมากกว่า ขาดจิตสำนึกต่อสังคม แม้แต่ภาษา คนไทยจะเก่งแต่ภาษาของตัวเอง ทำให้เราขาดโอกาสในการแข่งขันกับต่างชาติในเวทีต่าง ๆ ประเทศอื่น ๆ รู้จักคนไทยน้อยมาก เพราะคนไทยไม่กล้าแสดงออก ขี้อาย ไม่มั่นใจในตัวเอง เราจึงตามหลังชาติอื่น เพราะคุณภาพการศึกษาของเราไม่ทันสมัย จะเห็นว่าคนมีฐานะ จะส่งลูกไปเรียนเมืองนอกเพื่อโอกาสที่ดีกว่า
 3. คนไทยมองอนาคตไม่เป็น เท่าที่สังเกตเห็นว่าคนไทยกว่า 70% ทำ งานแบบไร้อนาคต แบบวันต่อวัน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวัน ๆ น้อยนักที่จะวางแผนให้ตัวเองอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน มีเป้าหมายที่ชัดเจนในอนาคต สะสมความสำเร็จไปอย่างเป็นลำดับ หรือเป็นเพราะไม่กล้าฝัน หรือไม่มีความฝันก็ไม่แน่ใจ และชอบพึ่งสิ่งงมงาย โชคชะตา พอใจทำงานแบบตำข้าวสารกรอกหม้อ ทำให้ประสิทธิภาพของเราไม่ทันกับการแข่งขันระดับโลก
4. คนไทยไม่ค่อยจะจริงจังในความรับผิดชอบต่อหน้าที่ การรับปากของเรามักทำแบบผักชีโรยหน้า หรือเกรงใจ แต่ทำได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง จากประสบการณ์ทำธุรกิจกับชาวต่างชาติจะพบว่าประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่น ญี่ปุ่น หรือยุโรป คนเขาจะให้ความสำคัญกับสัญญาข้อตกลงอย่างเคร่งครัด เพราะหมายถึงความเชื่อถือในระยะยาว ซึ่งไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าได้ ปัจจุบันคนไทยถูกลดเครดิต ในการเชื่อถือด้านนี้ลงไปเรื่อย ๆ
 5. การกระจายความเจริญยังไม่เต็มที่ ประเทศของเรากระจุกตัวความเจริญเฉพาะในเมืองใหญ่ประชากรประมาณ 60-70% ที่อยู่ห่างไกลจะขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองและชุมชน ในต่างประเทศ การสร้างนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ห่างไกล แต่มีองค์ประกอบอื่น ๆ สนับสนุนเขาก็ลงทุน การสร้างเส้นทางคมนาคมเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาคจะเป็นประโยชน์ ทำให้เป็นการลดต้นทุนในการดำเนินการทางธุรกิจอย่างมาก ซึ่งเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องส่งเสริม
6. การบังคับกฎหมายไม่เข้มแข็งและดำเนินอย่างไม่ต่อเนื่อง สังคมไทยชอบทำงานแบบลูบหน้าปะจมูกปราบปรามไม่จริงจัง อาจได้ยินกรณีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้มีอำนาจหรือบริวารก็ตาม
จะทำแบบเอาตัวรอดไปก่อน ไม่มีมาตรฐาน ต่างกับประเทศที่เจริญแล้ว ข้อนี้กระบวนการยุติธรรมจะต้องปรับปรุง
7. สังคมไทยชอบอิจฉาตาร้อน ไม่ค่อยเป็นสุภาพบุรุษและชอบเลี่ยงเป็นศรีธนญชัย เมื่อจนตรอกในวงการเราจะพบกระแสของคนประเภทนี้ปะปนมากขึ้น จะเพราะเป็นเพราะสังคมเรายอมรับหรือยกย่องคนที่มีอำนาจ มีเงิน แต่ไม่มีใครรู้ภูมิหลังโดยเฉพาะคนที่ล้มบนฟูกแล้วไปเกาะผู้มีอำนาจเอาตัวรอด หน้าตาเฉย คนพวกนี้ร้ายยิ่งกว่าผู้ก่อการร้ายเสียอีก เพราะทำความเสียหายต่อบ้านเมืองมากกว่า และจะเป็นประเภทดีแต่พูด มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ ทำให้คนดีไม่กล้าจะเข้ามาเพราะกลัวเปลืองตัว

8. เอ็นจีโอบ้านเราค้านลูกเดียว ทำให้เราเสียโอกาสในการพัฒนา เพราะเอ็นจีโอบางกลุ่มที่อิงผลประโยชน์อยู่ ถ้าจะพูดกันแบบมีเหตุผล ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน เอ็นจีโอดี ๆ ก็มีแต่บ้านเรามีน้อย กรณีน้ำท่วมเพราะไม่มีเขื่อนรองรับเพียงพอ พอเกิดน้ำท่วม พวกที่ค้านจะแสดงความรับผิดชอบด้วยหรือเปล่า บ่อยครั้งที่ประเทศเราเสียโอกาสอย่างมหาศาล เพราะการค้านหัวชนฝา เหตุผลจริง ๆ ไม่ได้พูดกัน
9. คนไทยอาจจะไม่พร้อมในเวทีโลก เพราะไม่ถนัดภาษาอื่น ที่ไม่ใช่ภาษาตัวเองทำให้โลกภายนอกไม่รู้จักคนไทยเท่าที่ควร และการจัดการตัวเองอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในเวทีการค้าระดับโลก ของเราขาดทักษะและทีมเวิร์คที่ดี ทำให้เราสู้ประเทศเล็ก ๆ อย่างสิงคโปร์ไม่ได้

10. คนไทยเลี้ยงลูกไม่เป็น ปัจจุบันเด็กไทยขาดความอดทน ไม่มีภูมิคุ้มกัน เป็นขี้โรคทางจิตใจ ไม่เข้มแข็ง เพราะเราเลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน ไม่สอนให้ลูกช่วยตัวเองต่างกับชาติที่เจริญแล้ว เขาจะกระตือรือร้นช่วยตนเอง ขวนขวาย แสวงหา ค้นหาตัวเองและเขาจะสอนให้สำนึกรับผิดชอบต่อสังคม คุณวิกรมแสดงความเห็นว่าการอบรมเยาวชนมาจาก 3 ทาง หนึ่งภายในครอบครัว สองจากโรงเรียนและสามจากสังคม หรือสื่อสารมวลชน

วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สาระน่ารู้........โรคกระเพาะอาหารกับอินทผาลัม

โดยทั่วไปแล้ว....... คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่า อาการปวดท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่โดยเฉพาะอาการที่ปวดเรื้อรังมานานเป็นโรค กระเพาะอาหาร แต่แท้ที่จริงแล้วอาการปวดท้องอาจเกิดจากโรคอื่นๆภายในช่องท้อง เช่น กระเพาะอาหารอักเสบ กรดไหลย้อน แผลเพ็บติก โรคของตับ ถุงน้ำดี โรคมะเร็งกะเพาะอาหาร เป็นต้น

                 บรรดากลุ่มโรคกระเพาะอาหารนั้น ที่พบบ่อยและสำคัญ คือ โรคแผลเพ็บติก  (Peptic ulcer) หรือที่คนทั่วไปมักจะเรียกว่า “โรคกระเพาะอาหาร” หมายถึงโรคที่มีแผลในกระเพาะอาหารหรือแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้น หรือมีการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร

                    คนที่เป็นโรคนี้แล้วสามารถรักษาให้หายขาดได้ ส่วนมากมักจะเป็นเรื้อรังหรือเป็นนานๆ ถ้าไม่รีบรักษาหรือปฏิบัติตัวให้ถูกต้องจะมีอาการเป็นๆหายๆ และถ้าปล่อยให้เป็นมากจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต แผลในกระเพาะอาหารนี้พบได้ทั้งชายและหญิง ทุกเพศและทุกวัย

                    บรรดากลุ่มโรคกระเพาะอาหารนั้น ที่พบบ่อยและสำคัญ คือ โรคแผลเพ็บติก  (Peptic ulcer) หรือที่คนทั่วไปมักจะเรียกว่า “โรคกระเพาะอาหาร” หมายถึงโรคที่มีแผลในกระเพาะอาหารหรือแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้น หรือมีการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร คนที่เป็นโรคนี้แล้วสามารถรักษาให้หายขาดได้ ส่วนมากมักจะเป็นเรื้อรังหรือเป็นนานๆ ถ้าไม่รีบรักษาหรือปฏิบัติตัวให้ถูกต้องจะมีอาการเป็นๆหายๆ และถ้าปล่อยให้เป็นมากจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต แผลในกระเพาะอาหารนี้พบได้ทั้งชายและหญิง ทุกเพศและทุกวัย

                สาเหตุของโรคแผลเพ็บติกเกิดขึ้นเนื่องจากปริมาณกรดที่หลั่งในกระเพาะอาหาร กับความต้านทานต่อกรดของเยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้ไม่สมดุลกัน หากกรดหลั่งมากเกินไปหรือความต้านทานต่อกรดลดลงก็จะทำให้เกิดแผลเพ็บติกขึ้น ได้ ปัจจุบันพบว่าสาเหตุสำคัญของแผลเพ็บติก ได้แก่ การติดเชื้อเอชไพโลไร ( Helicobactor pylori )
การใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่เสตียรอยด์ และปัจจัยอื่นๆ ซึ่งอาจไม่มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดโรคโดยตรง เช่น การสูบบุหรี่ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด ผู้ที่มีหมู่โลหิตโอ และความเครียดทางอารมณ์

                อาการของโรคที่สำคัญ ได้แก่ ปวดหรือจุกแน่นบริเวณลิ้นปี่ พบบ่อยที่สุดเวลาหิวหรือท้องว่าง จึงมีอาการเฉพาะบางช่วงของวัน ปวดท้อง แน่นท้อง อาการปวดมักจะเป็นๆหายๆ เช่น ปวดอยู่ 1-2 สัปดาห์แล้วหายไปหลายเดือนจึงกลับมาปวดใหม่อีก แม้จะมีอาการเรื้อรังเป็นปี แต่สุขภาพโดยทั่วไปจะไม่ทรุดโทรม

                การรักษาโรคแผลเพ็บติกนอกจากจะให้ยาลดกรดเพื่อบรรเทาอาการแล้ว ยังต้องรักษาที่สาเหตุของโรคด้วย ทั้งนี้คนไข้ควรทานอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย ทานตรงกันทุกมื้อ เลี่ยงอาหารรสจัด งดชา กาแฟ ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ ผ่อนคลายความเครียด และลดความวิตกกังวล แต่หากมีอาการแทรกซ้อนก็ควรรีบพบแพทย์

                จากรายงานการวิจัยของ King Saud University ซาอุดิอาระเบีย ตีพิมพ์ใน Journal of Ethnopharmacology ปี 2005 ทำการทดลองโดยให้สารสกัดจากอินทผาลัมและเมล็ดให้กับหนูRat ในขนาด 4 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัวหนู 1 กิโลกรัม ต่อเนื่องกันนาน 14 วัน โดยใช้ Ethanol เหนี่ยวนำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารของหนู เปรียบเทียบกับยา Lansoprazole ขนาด 30 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักหนู 1 กิโลกรัม พบว่า สารสกัดจากน้ำและEthanol ที่ได้จากผลอินทผาลัมและเมล็ดนั้น ทำให้ความรุนแรงของแผลในกระเพาะอาหารลดลงและยังช่วยบรรเทาการหลั่งฮิสตามีน และ gastrin จากการเหนี่ยวนำด้วย Ethanol และยังลดระดับมิวซิน (mucin) ในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย จากการทดลองครั้งนี้ทำให้สันนิษฐานได้ว่าความสามารถป้องกันเยื่อบุกระเพาะ อาหารของสารสกัดจากอินทผาลัม อาจเกิดจากหลายๆปัจจัย รวมทั้งอาจเกิดจากฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย


ท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.)  กล่าวว่า
“ ผู้ใดที่รับประทานอินทผาลัมที่มาจากอัจวะฮฺ 7 เม็ดในตอนเช้าแล้ว ในวันนั้น
          พิษร้ายหรือเวทมนตร์จะไม่ทำอะไรเขาเลยตลอดวัน ”   
     
                                                                                                                                     
(ซอเฮียะฮฺบุคอรี, 664)

             
               ...รู้อย่างนี้แล้ว... ใครที่มีปัญหาปวดท้องหรือสงสัยว่าจะเป็นโรคกระเพาะอาหาร
ก็ ลองหันมาใส่ใจตัวเองด้วยการทานอินทผาลัมวันละ 7 เม็ด อินชาอัลลอฮฺอาการน่าจะดีขึ้นและเราก็ยังได้ปฏิบัติตามคำสอนของท่านนบีมุฮัม มัด (ซ.ล.) อีกด้วย


บรรณานุกรม

-           พญ.เพ็ญแข แดงสุวรรณ, 2548, โรคกระเพาะอาหาร, สำนักพิมพ์ใกล้หมอ

-          A.A.Al-Qarawi, H.Abdel-Rahman et all, 2005, “The ameliorative effect of dates (Phoenix  dactylifera L.) on ethanol-induced gastric ulcer in rats”.Journal of Ethonopharmacology 98, 313-317.

-           2007, Hadith, [online], Access : http://www.searchtruth.com

http://www.annisaa.com/index.php?option=com_content&task=view&id=7&Itemid=30

อินทผาลัม

“ท่านศาสดามูฮำหมัด ซอลลัลลอฮูอาลัยฮิวาซัลลัม ละศีลอดดัวยอินทผาลัมสด 2-3 เม็ด ก่อนที่ท่านจะไปละหมาด ถ้าไม่มีอินทผาลัมสด ท่านก็รับประทานอินทผาลัมแห้ง แต่ถ้าไม่มีอินทผาลัมแห้ง ท่านจะดื่มน้ำ 2-3 อึก แทน”
รายงานฮาดิษข้าง ต้นนี้ ถือเป็นแบบอย่างที่พี่น้องมุสลิมผู้ศรัทธาต่างยึดถือและปฏิบัติกันมาตลอด กว่า 1,400 ปี อินทผาลัมจึงได้ถูกเปรียบเสมือนผลไม้ที่ต้องอยู่คู่กับมุสลิมและทำให้ อินทผาลัมเป็นผลไม้ที่มีผู้บริโภคมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ปัจจุบันอินทผาลัมไม่ได้ถูกบริโภคเฉพาะในเดือนรอมฎอนสำหรับมุสลิมเท่านั้น แต่อินทผาลัมได้กลายเป็นผลไม้ยอดฮิตของประชาคมโลกตลอดทุกฤดูกาล จนทำให้หลายประเทศในตะวันออกกลางได้จัดให้อินทผาลัมเป็นสินค้าส่งออกที่ สร้างรายได้ให้กับประเทศนั้น ได้อย่างมหาศาล
มีการค้นหาเหตุผลกันในหมู่ นักวิชาการทั้งด้านศาสนาและด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ว่าทำไม อินทผาลัมถึงเป็นผลไม้ที่ถูกกล่าวถึงในคัมภีร์อัลกุรอาน และฮาดิษต่างๆ จำนวนมาก แล้วในที่สุดผลการวิเคราะห์วิจัย ต่างก็ลงความเห็นพ้องต้องกันว่า อินทผาลัมนั้นมีคุณประโยชน์มากมายในหลายๆ ด้าน ถึงขนาดว่าถ้าจะเรียกว่าอินทผาลัมนั้นเป็นผลไม้ที่มีความมหัศจรรย์ที่สุดก็ ว่าได้
อินทผาลัม เป็นผลไม้เมืองร้อน มีถิ่นกำเนิดแถบทะเลทรายในตะวันออกกลาง อินทผาลัมเป็นพืชประเภทปาล์มชนิด Phoerise  daetylisera Linn อยู่ในกลุ่ม Plame ที่ผลทานได้ จากหลังฐานที่ปรากฏมีมาแล้วหลายพันปี เป็นพืชที่มีใบเขียวตลอดทั้งปี เริ่มให้ผลครั้งแรกเมื่ออายุ 5 – 7 ปี และมีอายุยืนยาวถึงกว่า 100 ปี อินทผาลัมมีหลายพันธ์ เช่นเดียวกับผลไม้ชนิดอื่นๆ ในแต่ละปีจะให้ผลเฉลี่ยประมาณ 7,000 – 8,000 ลูกต่อปี หรือ ประมาณ 100 – 150 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับขนาดและความสมบูรณ์ของต้น ผลของอินทผาลัมสุกสามารถเก็บไว้ได้นานถึง 1 ปี ณ อุณหภูมิคงที่ 8 องศาเซลเซียส และถ้านำมาแปรรูปโดยการผึ่งแดด 7 – 10 วัน จนผลแห้ง สามารถเก็บไว้ได้นานนับปีๆ ถึงหลายปีเลยทีเดียว  นอกจากนั้นยังสามารถนำไปกวนและนำไปแช่อิ่ม และทำเป็นขนมในรูปแบบต่างๆ ได้อีกมากมายรวมถึงทำเป็นเครื่องดื่มที่มีรสชาติหอมหวานนุ่มนวล ที่เรียกกันว่า “อินทผาลัม เชค”  (Date Shakes) ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากในประเทศแถบยุโรป และ อเมริกา
สำหรับชาวอาหรับ ซึ่งเป็นแหล่งต้นกำเนิดของอินทผาลัม เรียกว่า อันนัคลุ้ หรือ อันนะคีล เหตุที่เรียกอินทผาลัมว่า อันนะคีล เพราะมีรากศัพท์มาจากคำว่า “นัคลฺ” ซึ่งหมายความถึงคัดเลือก กลั่นกรอง เพราะอินทผาลัมถือเป็นพืชยืนต้นที่มีเกียรติที่สุดในบรรดาพืชยืนต้นด้วยกัน และที่สำคัญ อินทผาลัมได้ถูกระบุอยู่ในคัมภีร์อัลกุรอานไว้ รวมถึง 20 แห่งด้วยกัน
การเรียกขานอินทผาลัมของชาวอาหรับ จะเรียกแตกต่างกันไป คือ เมื่ออยู่ในช่วงก่อนสุก จะเรียกว่า “อัลบะละฮฺ” เมื่อเริ่มมีสี จะเรียกว่า “อัลบุสรุ้” พอเริ่มสุกก็จะเรียกว่า “อัรรุฎ่อบุ้” และเมื่อผลแห้งอย่างที่วางขายตามท้องตลาดทั่วไปก็จะถูกเรียกว่า “ตัมรฺ” ในแต่ละสภาพของผลอินทผาลัมตั้งแต่ก่อนสุก เข้าสี สุก จนถึงแห้ง ต่างก็มีสรรพคุณที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ต่างกัน ดังมีปรากฏในอัลฮาดิษซึ่งรายงานโดย อันนะซาวีย์และอิบนุมาญะฮฺ จากท่านหญิง อาอีซะฮฺ (ร.ฎ.) ว่าท่านศาสดามูฮำหมัดซอลลัลลอฮูอาลัยฮิว่าซัลลัม ได้กล่าวว่า “พวกท่านจงกินอินทผาลัมสด กับอินทผาลัมสุกที่แห้ง มีนักการแพทย์มุสลิมให้เหตุผลว่า การที่ท่านศาสดามูฮำหมัด ซอลลัลลอฮูอาลัยฮิว่าซัลลัม ใช้ให้กินอินทผาลัมสดกับอินทผาลัมที่แห้งโดยไม่ใช้ให้กินอินทผาลัมที่เข้าสี กับอินทผาลัมที่แห้ง เป็นเพราะอินทผาลัมสด มีสรรพคุณเป็นของเย็นและแห้ง ส่งอินทผาลัมแห้งมีสรรพคุณ เป็นของร้อนชื้น แต่ละชนิกจะแก้กัน เหมือนกับเวลากินทุเรียนซึ่งเป็นของร้อน ก็ให้กินมังคุดตามเข้าไปช่วยแก้ เพราะมังคุดเป็นของเย็น ส่วนอินทผาลัมแห้ง ถือเป็นของร้อน อินทผาลัมมีสรรพคุณร้อน ค่อนข้างมาก จึงไม่เป็นการดีที่จะรวมเอาของกินที่มีสรรพคุณร้อนกับร้อน หรือเย็นกับเย็นมารวมกัน
ประโยชน์ที่ได้รับจากอินทผาลัมมีอยู่ 2 ด้านคือ
1.       ประโยชน์ด้านโภชนาการ
ใน อินทผาลัมมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เช่น ซัลเฟอร์ เหล็ก โพแตสเซี่ยม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียมแมงกานีส น้ำมันโอลาไดท์ ฯลฯ  อินทผาลัมมีเส้นใยมาก ซึ่งจะช่วยลดอาการท้องผูก ทำให้ย่อยง่ายให้พลังงานสูง ทำให้ร่างกายที่อ่นเพลียมีกำลังวังชาสู่สภาพเดิม นอกจากนี้ยังบำรุงกล้ามเนื้อมดลูกและสร้างน้ำนมให้กับผู้เป็นมารดาด้วย
2.       ประโยชน์ด้านการรักษาโรค
อิน ทผาลัมช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงสายตา ลดความหิวโหย แก้กระหาย แก้โรควิงเวียนศรีษะช่วยลดเสมหะ ทำให้กระดูกแข็งแรง ลดระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตสูง นกอจากนี้ยังฆ่าเชื้อโรค พยาธิและสารพิษที่ตกค้างในสำไส้ และระบบทางเดินอาหาร เพราะอินทผาลัมมีฤทธิ์ในการกำจัดสารพิษและยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค อันเป็นสารก่อมะเร็งในช่องท้อง
ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า เรื่องราวของอินทผาลัมได้ถูกกล่าวไว้อย่างมาก ทั้งในคัมภีร์อัลกุรอานและอัลฮาดิษ นั่นย่อมหมายถึงความสำคัญของผลอินทผาลัม นั้นย่อมมีมากจริง และคงไม่ได้มากเฉพาะในด้านของประโยชน์ทางโภชนาการและประโยชน์ด้านการรักษา โรคเท่านั้น เพราะทุกวันนี้อินทผาลัมได้สร้างมูลค่าทางการส่งออก ให้กับประเทศมุสลิมหลายประเทศ อีกทั้งยังได้สร้างงานให้กับพี่น้องมุสลิมที่ทำการค้าขายจำนวนมากเช่นกัน และเมื่อได้รับทราบถึงคุณประโยชน์ที่มากมายมหาศาลของอินทผาลัมแล้ว ทำให้อดรู้สึกเสียดายในหลายๆ เรื่องที่เกี่ยวกับการที่พี่น้องมสุลิม ส่วนใหญ่ยังไม่ได้นำคุณประโยชน์เหล่าน้นมาใช้กันอย่างคุ้มค่า ตามคำสอนของท่านศาสดามูฮำหมัด ซอลลัลลอฮูอาลัยฮิวาซัลลัม  และจากการค้นพบด้านการแพทย์จากนักวิชาการ เรายังให้ความสำคัญกับอินทผาลัมน้อยมาก เรามุ่งบริโภคเฉพาะเดือนรอมฎอน และการบริโภคมิได้เป็นไปตามแบบอย่างที่ท่านศาสดา ซอลลัลลอฮูอาลัยฮิว่าซัลลัมได้ปฏิบัติไว้ เราไปให้ความสำคัญกับอาหารและผลไม้อื่นๆ ซึ่งมีประโยชน์ที่น้อยและราคาแพงกว่า และที่เป็นตัวอย่างหรืออีกบทพิสูจน์หนึ่งที่ให้เห็นว่ามุสลิมผู้ศรัทธา ยังมิได้รับฮิกมะฮฺของอัลลอฮฺ ซุบฮาน่าฮูว่าตาอาลา จากสิ่งที่พระองค์ได้ประทานมา

http://www.alkawthar.or.th/main/content.php?page=sub&category=6&id=68

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

8 วิธีเพิ่มสุขด้วยใจ

การดำเนินชีวิตของคนในยุคปัจจุบันต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วย ปัจจัยที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดความเครียด ความวิตกกังวล อึดอัดคับข้องนานัปการ จึงอาจกล่าวได้ว่าตั้งแต่เริ่มต้นของวัน เราจะต้องผจญกับปัญหาต่างๆ เช่น สภาพการจราจรที่ติดขัด การตกอยู่ท่ามกลางภาวะดิ้นรนแข่งขัน ปัญหาในที่ทำงาน สภาวะทางเศรษฐกิจและสังคม ที่มีความ แปรปรวน ขาดความมั่นคง ด้วยสภาพแวดล้อมและสภาพสังคมที่สับสนวุ่นวายเช่นนี้ ทำให้ผู้คนในปัจจุบันมักละเลยการดูแลเอาใจใส่ต่อสภาพจิตใจของตนเอง ทำให้จิตใจเราอ่อนแอ เกิดความเครียดได้ง่าย
ด้วยปัญหาแวดล้อมที่อยู่รอบตัว ส่งผลต่อจิตใจที่อ่อนแอ เปราะบาง แล้วยังกระทบถึงร่างกาย ดังคำกล่าวที่ว่า "ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว" เช่น ทำให้ระบบการทำงานของร่างกายแปรปรวน อวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายทำงานหนักอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ อาทิ ความดันโลหิตสูง โรคกระเพาะอาหาร ภูมิแพ้ หอบหืด ปวดศีรษะ ไมเกรน เป็นต้น ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุทำลายความสุขในชีวิตของเรา ดังนั้นเราจึงต้องดูแลสภาพจิตใจของเราให้เข้มแข็งและพร้อมที่จะเผชิญหน้า เพื่อให้ผ่านปัญหาต่าง ๆ ไปได้
การแสวงหาความสุขของคนส่วนใหญ่ในปัจจุบัน หนีไม่พ้นการสร้างความสุขจากการที่ได้ครอบครองวัตถุ ซึ่งเป็นเหตุผลทำให้ยิ่งต้องมุ่งมั่นหาเงินให้มาก เพื่อที่จะได้มีกำลังซื้อและสรรหาสิ่งต่าง ๆ มาสนอง ความต้องการของตน ได้อย่างเต็มที่ ทำให้ชีวิตคนในปัจจุบันต้องวนเวียนอยู่ใน วัฎจักรของการแสวงหาที่ไม่มีวันสิ้นสุด ขณะเดียวกันก็ตกอยู่ในสภาวะที่ตึงเครียด สับสนในชีวิตด้วยขาดความเข้าใจในวิธีการสร้างความสุขให้กับชีวิตได้อย่างแท้ จริง ด้วยเหตุนี้เราจึงควรมีแนวทางการสร้างความสุขด้วยใจ เพื่อการพบความสุขที่แท้จริง...
รายงานวิจัยต่าง ๆ ได้สรุปไว้ว่า ผู้ที่มีความสุขมักจะประสบความสำเร็จมากกว่าบุคคลอื่น ๆ ที่ เป็นเช่นนั้นเนื่องจาก คนที่มีความสุขมักจะมองโลกในแง่ดี เข้าสังคมได้ง่าย เป็นที่ชื่นชอบ มีความตื่นตัวและมีพลัง ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ คือ ปัจจัยที่สำคัญที่นำทางให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จ แล้วทำอย่างไรล่ะ ที่เราจะมีความสุขได้ โดย Joanna Brandi ได้เสนอ 8 วิธี ในการสร้างเสริมความสุข ได้แก่
1) การมองในแง่ดี (optimism) มีงานวิจัยกล่าวว่า คนที่มองในแง่ดีมีอายุยืนยาวกว่าคนที่มองในแง่ไม่ดี ถึง 10 ปี
2) การแสดงความขอบคุณ (gratitude) การแสดงความขอบคุณต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ดีรอบข้างและเป็นวัฒนธรรมที่ดีในสังคม
3) ให้อภัย (forgiveness) การสร้างความสงบสุข เป็นหนทางแห่งความสุข
4) พัฒนาตนเองทางการพูด (improve yourself- talk) การพูดในทางบวกช่วยลดความเครียดและทำให้สมองผ่อนคลาย มีความคิดสร้างสรรค์ และแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้
5) ปลดปล่อย (flow) ลืมสิงที่ไม่ดี ปล่อยให้มันผ่านไป การลืม เป็นวิธีหนึ่งที่ส่งเสริมความสุขที่ดี
6) มีความสุขหรือเพลิดเพลินกับสิ่งที่ทำ (savor) ความ เพลิดเพลินกับสิ่งที่ทำ เราสามารถสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทั้งก่อนที่เราจะลงมือทำ ขณะที่ทำ และคิดถึงมัน หลังจากงานได้ลุล่วงไปแล้ว
7) มองมุมใหม่ (reframe) การมองสิ่งเดิมในมุมใหม่ ๆ จะช่วยให้ความคิดทางลบเปลี่ยนแปลงไปในทางบวกมากขึ้น
8) การสร้างความสุขจากสิ่งที่เราทำได้ดี (building on strength) ความสุขนั้นจะเป็นความสุขที่ยั่งยืนถ้าเป็นความสุขที่เราได้ทำสิ่งที่เราทำ ได้ดี หาโอกาสทำในสิ่งที่ตนเองทำได้ดีแล้วคุณจะไม่เบื่อและมีความสุข
เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนเกิดมาจะมีทั้งทุกข์และสุขคละเคล้ากันไปเป็น สีสันของชีวิต หากท่านไม่เคยทุกข์ ท่านก็จะไม่รู้ว่าความสุขดีกว่าความทุกข์อย่างไร และหากท่านไม่เคยมีความทุกข์ ท่านก็จะไม่รู้ว่าความสุขนั้นมีค่าเพียงใด เพราะคนเราหลีกเลี่ยงความทุกข์แล้วเลือกแต่ความสุขไม่ได้ เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับความทุกข์และเรียนรู้ที่จะสร้างความสุข ให้แก่ชีวิต น่าจะเป็นการง่ายกว่าการพยายามหนีจากความทุกข์ ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ที่กำลังทุกข์ มีจิตใจที่เข้มแข็งและสร้างความสุขได้ในเร็ววันนะคะ...

ขอขอบคุณข้อมูลจาก lauriermybrand.com

25 วิธี มีความสุขกับเรื่องรอบตัว

ใครว่า "ความสุข" หาได้ยาก ทั้งที่ความจริงแล้วทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา ล้วนสามารถมองให้เป็น "ความสุข" ได้ทั้งนั้น ลองอ่านวิธีสร้างความสุขต่อไปนี้ดูสิ แล้วคุณจะรู้ว่า "ความสุข" เกิดขึ้นง่ายๆ ได้อย่างไร
1.คิดใหม่ ใช้ชีวิตราวกับว่าวันนี้เป็นวันสุดท้าย คนที่ป่วยหนักใกล้ตายจะไม่ปล่อยเวลาให้สายเกินไปอีกแล้ว จะท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง หรือติดต่อพบปะเพื่อนฝูง เราทุกคนก็ควรตระหนักว่าอาจไม่มี "พรุ่งนี้" ก็ได้
2.จดบันทึกเขียนเล่าเรื่องถึงสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นกับคุณทุกวัน การจดบันทึกช่วยแก้ปัญหาและขจัดเรื่องไม่ดีที่รกสมองออกไปได้ด้วย
3.มองในแง่มุมอื่นบ้าง ลองคิดว่าคุณอยากให้คนอื่นจดจำคุณในด้านใด หรือหากวันหนึ่งต้องเล่าเรื่องชีวิตตนเองให้หลานๆ ฟัง คุณจะเล่าอะไร แล้วคุณพลาดการนัดกับเพื่อนเพื่อไปดูหนัง ตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง เมื่อมองย้อนกลับไป
4.อย่าให้เรื่องเล็กน้อยกวนใจ ไม่คุ้มหรอกที่จะหัวเสียกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง หากคนขับรถข้างๆ ไม่ยอมให้คุณเบียดเข้าเลน ก็ยิ้มและโบกมือให้เขาไปเลย
5.ทำงานยากให้เสร็จ ลงมือได้แล้ว อย่าผัดวันประกันพรุ่ง โอ้เอ้ไปก็มีแต่ทำให้หนักใจเหนื่อยกาย ไหนๆ งานนี้ก็ต้องทำโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง ก็น่าจะทำให้เสร็จๆ ไปเลย
6.เลิกทำตัวจำเจ ชีวิตคงน่าเบื่อหากทำอะไรซ้ำซากทุกวันทุกสัปดาห์ เราน่าจะมีเรื่องแปลกใหม่มาทำให้หัวใจกระชุ่มกระช่วยบ้าง เปลี่ยนแปลงตัวเองด้านการแต่งกาย ทรงผม ทานอาหารรสชาติใหม่ๆ
7.อย่าเปรียบตัวเองกับคนอื่น ใครจะมีสระว่ายน้ำ บ้านหลังใหญ่ๆ รถหรูคันใหม่ ไม่ต้อง สนใจ หากดูให้ดีๆ คุณอาจพบว่าพวกเขาเหล่านั้นต้องทำงานสัปดาห์ละเจ็ดวัน ไม่มีเวลาเจอคนในบ้านหรือเพื่อนฝูง หรืออาจต้องผ่อนหนี้สินไปอีกหลายสิบปี
8.กำจัดข้าวของรกบ้าน เสื้อผ้า ของเล่น หนังสือเก่าที่ไม่ใช้แล้ว ยกไปบริจาคเถิด ได้บุญกุศล
9. รู้จักเอ่ยคำว่า "ไม่" ไม่ต้องลงมือทำเองทุกเรื่อง เพราะชีวิตคุณก็วุ่นวายพออยู่แล้ว
10. รดน้ำต้นรัก รักคู่ครองของคุณอย่างที่เขาเป็น ที่คุณคิดว่าเขาเปลี่ยนไปนั้นเป็นความจริงหรือทุกอย่างเมื่อใช้งานไปได้ระยะ หนึ่งก็ต้องบำรุงรักษาเป็นของธรรมดาความสัมพันธ์ฉันสามี
11.อย่าให้ความคุ้นเคยกลายเป็นไม่ไว้หน้า หากคุณให้เกียรติเพื่อน หรือผู้อื่น คู่ครอง และคนในครอบครัว คุณก็ควรได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกัน
12.มอบความรักให้คู่ครอง ครอบครัวและเพื่อนๆ อย่าเขินที่จะบอกคนเหล่านี้ว่า คุณ "รัก" พวกเขาตรงไหน เมื่อเขาทำอะไรดีๆ ก็กล่าวคำชื่นชมบ้าง คำชมเล็กๆ น้อยๆ ไม่เคยทำร้ายใคร
13.อย่ารับปรับทุกข์ทุกเรื่อง หากปัญหาของเพื่อนเริ่มมีผลกระทบต่อตัวคุณก็ไม่ต้องฝืน ทำตัวเป็นเสาหลักให้เขาพิงอยู่เรื่อยไป ให้เพื่อนหัดแก้ปัญหาและก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยตัวเอง
14.ติดต่อเพื่อนเก่า ยังไม่สายเกินไปที่จะโทรศัพท์ ส่งอีเมล์ หรือเขียนจดหมายถึงเขา ส่ง SMS
15.บำรุงอารมณ์ด้วยสีเขียว ตัดดอกไม้สดจากสวน หรือตื่นแต่เช้าไปตลาดซื้อดอกไม้ที่สดใสนำมาใส่แจกัน
16.ไปทะเลกันดีกว่า ทิวทัศน์กว้างไกล สายลม เกลียวคลื่น สองเท้าเปลือยเปล่าย่ำบนผืนทราย และแสงแดดลูบไล้แผ่นหลัง ไม่มีอะไรทำให้จิตใจเริงรื่นชื่นบานได้ดีกว่านี้อีกแล้ว
17.สร้างสรรค์ผลงาน จะเป็นภาพเขียน เย็บปักถักร้อย อบขนม จัดสวน หรืออะไรก็ได้
18.สูดอากาศบริสุทธิ์ ออกไปข้างนอกหรือเปิดหน้าต่างกว้างๆ สูดหายใจให้เต็มปอด คุณจะรู้สึกว่าอากาศเสียถูกขับออกจากตัว
19.ออกไปเดินเล่น การออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยเติมชีวิตชีวาให้คุณ ทั้งร่างกายและจิตใจ
20.ดูหนังตลก และหัวเราะให้สบายใจ
21.ย้ายเครื่องเรือนและของแต่งบ้าน หรืออาจทาสีห้อง และผนังใหม่ด้วย
22.รอคอยสิ่งดีๆ เช่น วันหยุดพักร้อน ออกท่องราตรีกับเพื่อนฝูง ไปดูหนัง ฟังเพลง หาร้านอาหารอร่อยๆ ที่ไม่เคยไป รอโทรศัพท์จากคนรู้ใจ
23.ชวนเพื่อน/คนรู้จัก หรือใครก็ได้ มากินมื้อค่ำ จัดห้อง โต๊ะอาหารที่บ้านให้แปลกไปจากเดิม เสริฟ์เครื่องดื่มค็อกเทล เปิดเพลงเสริมบรรยากาศ สนุกกับการเตรียมอาหาร ทุกคนจะปลาบปลื้มหากเห็นว่าคุณทุ่มสุดฝีมือ แล้วค่ำคืนนั้นก็จะครึกครื้น
24.ยิ้มไว้ ยิ้มเป็นโรคติดต่อ ไม่เชื่อลองยิ้มดูสิ
25.ทำให้คนอื่นมีความสุขบ้าง ทำเพื่อตัวเองมามากแล้วก็น่าจะทำเพื่อคนอื่นบ้าง อาสาช่วยงานกุศล บริจาค พากันไปท่องเที่ยวหาความสุข หรือช่วยทำอะไรก็ได้ที่ทำให้คนอื่นมีความสุข
เห็นไหมว่า การสร้างความสุขไม่ใช่เรื่องยากเลย หากเราใช้สติสักนิด ปรับเปลี่ยนทัศนคติสักหน่อย แล้วหาเรื่องชวนยิ้มที่อยู่รอบๆ ตัวเราให้เจอ "ความสุข" มันอยู่ใกล้แค่เอื้อมจริงๆ
ข้อมูลจาก :  Forward Mail

วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Cant Help Falling in Love

ศิลปิน : Elvis Presley

อัลบั้ม : อัลบั้ม Promises and Lies
คำร้อง/ทำนอง : George David Weiss/Hugo E. Peretti/Luigi Creatore
C      G Am      F  Am  G 
Wise man say only fools rush in
     F      G      Am      F         C     G     C
But I, I can-t help falling in love with you.
C      G   Am         F    Am   G
Shall I stay would it be a sin
   F     G     Am      F          C     G     C
If I, I can-t help falling in love with you.
Em               Am
Like a river flows 
Em   Am
Surely to the sea
Em                  Am
Darling as we know
D7                                             G         
Some things where ment to be 
D      A    Bm       G       Bm        Am
Take my hand take my whole life to
      G    Am      Bm     G       D     A     D
But I, I can-t help falling in love with you.
      G    Am      Bm     G        D       A         D
But I, I can-t help falling.....In....love...With....You.
 
http://www.chordguitar.net

วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

reasons why diet cola is better than a MAN…

reasons why diet cola is better than a MAN


1. A diet cola is satisfying all the time.

2. You can dump a diet cola when you've had enough.

3. It generally lasts longer.

4. It's available in a variety of size.

5. You only need one.

6. Diet cola comes in a can, not in your mouth.

7. When you swallow a diet cola, you only get 1 calorie.

8. A diet cola doesn't dirty your sheets or dishes.

9. A diet cola will silently and patiently wait for you.

10. You can ignore a diet cola for days and it will still be there when you want it.

11. A diet cola respects you as much at night as it does in the morning.

12. When you swallow a diet cola, it doesn't leave an aftertaste in your mouth.

13. People don't talk if you've had 3 or 4 of them.

14. No privacy is needed to enjoy one.

15. Even if you spill one in bed, it won't make you sleep in a wet spot.

16. You can have a headache and enjoy it.